เรื่องของปุ๋ย..ก่อนปลูกพืชต้องรู้ ตอน 7″ ปุ๋ยอินทรีย์เคมี”

ปัจจุบันการเกษตรของไทยมีแนวโน้มการใช้ปุ๋ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในแต่ละปี ปุ๋ยเคมีมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชในปริมาณสูงทำให้ผลผลิตของพืชในการเก็บเกี่ยวสูงตามมาด้วย ส่วนปุ๋ยอินทรีย์มีราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีเพราะสามารถผลิตหรือหาได้ง่ายตามท้องถิ่่นจากเศษพืช มูลสัตว์หรือวัสดุทางการเกษตรที่เหลือทิ้งซึ่งปุ๋ยอินทรีย์มีคุณสมบัติในการบำรุงดิน และให้ธาตุอาหารแก่พืชด้วยเช่นกัน แต่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีที่มีธาตุอาหารที่สูงโดยตรง หากใช้ปุ๋ยอินทรีย์อย่างเดียวในระยะเวลานานจะทำให้ธาตุอาหารในดิน และผลผลิตน้อยลง จึงจำเป็นต้องเพิ่มธาตุอาหารให้เพียงพอแก่พืช แต่หากใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวจะทำให้ผลผลิตสูงอย่างเดียว ผลเสียตามมาคือดินเป็นกรด และเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

e0b89be0b8b8e0b98be0b8a2e0b8ade0b8b4e0b899e0b897e0b8a3e0b8b5e0b8a2e0b98ce0b980e0b884e0b8a1e0b8b5

ดังนั้น หากมีการนำส่วนดีของปุ๋ยทั้งสองอย่างมาผสมกันก็จะได้ปุ๋ยที่มีคุณสมบัติทั้งการบำรุงดินและเพิ่มผลผลิตที่สูง ปุ๋ยดังกล่าวเรียกโดยทั่วไปว่า”ปุ๋ยอินทรีย์เคมี

ปุ๋ยอินทรีย์เคมี เป็นปุ๋ยที่มีการผสมกันระหว่างปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมีเข้าด้วยกันจึงให้ผลผลิตสูงพร้อมกับการบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ ปุ๋ยยอินทรีย์เคมีจะประกอบด้วยแร่ธาตุหลักคือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในปริมาณที่สูง และแร่ธาตุเสริมอื่นๆด้วยจากส่วนผสมของปุ๋ยทั้งสอง

นอกจากตัวแร่ธาตุแล้วปุ๋ยอินทรีย์เคมีจะให้อินทรีย์วัตถุที่ทำหน้าที่ในการบำรุงดินในด้านต่างๆจากส่วนผสมของปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากเศษพืชหรือมูลสัตว์ ทั้งนี้อัตราส่วนของปริมาณแร่ธาตุ และอินทรีย์วัตถุในปุ๋ยอินทรีย์เคมีจะขึ้นกับอัตราส่วนที่ทำการผสม โดยควรให้อัตราส่วนของปุ๋ยอินทรีย์มากกว่าปุ๋ยเคมีในอัตราส่วน 1:3 เพราะปุ๋ยอินทรีย์เองก็สามารถให้แร่ธาตุได้เหมือนกันแต่น้อยกว่าปุ๋ยเคมีเท่านั้นเอง

600600000071

ดังนั้น ปุ๋ยอินทรีย์เคมีจึงมีประโยชน์มากกว่าปุ๋ยเคมีอย่างเดียวที่มีบทบาทเพียงให้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชเท่านั้น แต่ไม่ได้ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินในด้านต่างๆให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก ซึ่งดินที่ขาดแคลนธาตุอาหารหรือมีปริมาณธาตุอาหารไม่เพียงพอสามารถแก้ไขได้โดยการใส่ปุ๋ยเคมี แต่หากดินที่เป็นกรด ด่าง ดินที่มีความเค็ม ดินที่เป็นดินเหนียวแน่นทึบ ไม่สามารถระบายน้ำได้ดี ดินชนิดนี้ไม่สามารถด้วยการแก้ไขด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอินทรีย์วัตถุให้แก่ดินจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาได้

capture 20260101 120758สส

สำหรับปุ๋ยอินทรีย์เคมี ผู้ที่ผลิตต้องผลิตให้ได้ตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตรที่ได้กำหนดไว้ คือ

1. ปุ๋ยอินทรีย์ต้องมีธาตุอหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป

2. ธาตุอาหารหลักต้องรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 12 ของน้ำหนัก

3. ธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของน้ำหนัก

4. ปริมาณอินทรีย์วัตถุต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนัก

organic fertilizer 6 6 6 213x300 1

ข้อควรพิจารณา

  • การเปลี่ยน: หากเคยใช้ปุ๋ยเคมี ควรค่อยๆ ปรับลดปริมาณเคมีในปุ๋ยอินทรีย์เคมี
  • การเลือกสูตร: เลือกสูตรให้เหมาะสมกับระยะการเจริญเติบโตของพืช
  • ราคาต่อหน่วยธาตุอาหาร: เมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมีบริสุทธิ์ ราคาต่อหน่วยธาตุอาหารอาจสูงกว่า
  • การเก็บรักษา: เนื่องจากมีส่วนผสมของอินทรียวัตถุ จึงอาจมีอายุการเก็บรักษาสั้นกว่าปุ๋ยเคมี และต้องระวังเรื่องความชื้นและการเสื่อมสภาพ
  • ความเข้มข้น: ผู้ใช้ยังคงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเพื่อไม่ให้ใส่มากเกินไปจนเป็นอันตรายต่อพืชได้เช่นเดียวกับปุ๋ยเคมี 

สรุปคือ ปุ๋ยอินทรีย์เคมีเป็นทางเลือกที่ผสมผสานข้อดีของปุ๋ยทั้งสองประเภท เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและดูแลดินไปพร้อมกัน ทำให้พืชแข็งแรงและมีคุณภาพ.