ว่าด้วยเรื่องของ “มัน” โอกาสและความท้าทายของมันสำปะหลังไทยในจีน

จะมาพูดถึงเรื่องของ “มัน” มันที่ว่าก็คือ “มันสําปะหลัง” พืชเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศไทย ที่พบการปลูกทั่วไปในทุกภาค โดยเฉพาะในภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคเหนือ

หากจะพูดถึงประเทศไทยในในเวทีการค้ามันสำปะหลังของโลกวลีที่ว่า “ประเทศไทย… ไม่แพ้ชาติใดในโลก” เห็นจะอธิบายได้ชัดเจนที่สุด ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นผู้นําในการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะปลูกมันสําปะหลังของโลก ที่สำคัญ ไทยเรามีผลผลิต มันสำปะหลัง มากเป็นอันดับ 3 ของโลก และ ‘ยืนหนึ่ง’ ในฐานะผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก

ไทยเราเป็นเบอร์หนึ่งผู้ส่งออก แล้วมันสำปะหลังไทยเราส่งออกไปไหน เชื่อว่า…ท่านผู้อ่านคงเดาได้ไม่ยาก นั่นก็คือ ‘จีนแผ่นดินใหญ่’ ตลาดเป้าหมายการส่งออกของไทย

ท่านทราบหรือไม่ว่า…. ‘จีน’ เป็นประเทศผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดในโลก ที่ผ่านมา ‘ประเทศไทย’ เกาะเก้าอี้ประเทศแหล่งนำเข้ารายใหญ่ของจีนอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด แม้ว่ามันสำปะหลังจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจีน(รองจากอ้อย) แต่การผลิตมันสำปะหลังในจีนส่อแววหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งพื้นที่ปลูกและปริมาณผลผลิต

2022 03 11 5 768x512 1
ความท้าทายของมันสำปะหลังไทยในจีน

โดยพื้นที่จีนตอนใต้อย่าง “เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง” ถือเป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังและแอลกอฮอล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ คิดเป็นราว ๆ 60% ของทั้งประเทศ โดยโรงงานแปรรูปมันสำปะหลังส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่นครหนานหนิง เมืองชินโจว เมืองเป๋ยไห่ เมืองกุ้ยก่าง และเมืองฉงจั่ว และมีการนำเข้าจากเมืองท่าเป๋ยไห่ เมืองท่าชินโจว (นำเข้าจากไทย) และเมืองกุ้ยก่าง ซึ่งมีท่าเรือแม่น้ำเชื่อมจากนครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังได้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหาร พลังงาน แอลกอฮออล์ และอาหารสัตว์ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดจีนขาดแคลนวัตถุดิบเป็นจำนวนมาก

ข้อมูลที่น่าสนใจ พบว่าช่วงหลายปีมานี้ กำลังการผลิตแป้งสตาร์ชของจีนลดลงเฉลี่ยมากกว่า 30% และมีการนำเข้าเฉลี่ยปีละกว่า 2 ล้านตัน ความต้องการใช้มันสำปะหลังในประเทศที่ ‘พุ่ง’ สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหัวมันสด มันเส้น รวมถึงแป้งดิบและแป้งดัดแปร หรือโมดิฟายด์สตาร์ช สวนทางกับปริมาณผลผลิตในประเทศที่มีแนวโน้มลดลง นำมาซึ่ง ‘โอกาส’ ของผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทย

สถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำเข้าผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา มีดังนี้

การนำเข้ามันสำปะหลังแห้ง (พิกัด 07141020) หรือพวกมันเส้น ปริมาณ 5.51 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 9,918 ล้านหยวน ทั้งนี้

5 มณฑลที่นำเข้ามันสำปะหลังแห้งมากที่สุด ได้แก่ มณฑลซานตง มณฑลเจียงซู มณฑลอันฮุย เขตฯ กว่างซีจ้วง และกรุงปักกิ่ง

5 แหล่งนำเข้ามันสำปะหลังแห้งที่สำคัญ ได้แก่ ไทย (มูลค่านำเข้า 8,780 ล้านหยวน สัดส่วน 88.48%) เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย และแทนซาเนีย

การนำเข้าสตาร์ชจากมันสำปะหลัง (พิกัด 11081400) ปริมาณ 3.48 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 10,820 ล้านหยวน ทั้งนี้

5 มณฑลที่นำเข้าสตาร์ชจากมันสำปะหลังมากที่สุด ได้แก่ มณฑลฝูเจี้ยน กรุงปักกิ่ง มณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซู และมณฑลซานตง

5 แหล่งนำเข้ามันสำปะหลังที่สำคัญ ได้แก่ ไทย (มูลค่านำเข้า 7,977 ล้านหยวน สัดส่วน 73.72%) เวียดนาม อินโดนีเซีย สปป.ลาว และกัมพูชา

ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า… จีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แล้วทำไมไม่ปลูกเอง นั่นก็เพราะว่าการปลูกและเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ (ต้นทุนค่าแรงสูง แรงจูงใจต่ำ) ไม่สามารถใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน (เกษตรกรจึงนิยมหันไปปลูกผลไม้ ซึ่งได้ผลตอบแทนสูงกว่า) การใช้ประโยชน์จาก ‘ของเหลือ’ ในกระบวนการผลิตมันปะหลังยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบและก่อมลพิษสูง (ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ กากเหลือทิ้ง เศษฝุ่นละออง น้ำเสียจากกระบวนการผลิต) รวมถึง ‘ภาษีศูนย์’ จากความตกลง China-ASEAN FTA (แต่ยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT อยู่ในอัตรา 9% สำหรับหัวมันดิบและมันเส้น และอัตรา 13% สำหรับแป้งสตาร์ช) ทำให้จีนเน้นนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

อกาสย่อมมากับความท้าทาย โจทย์หนึ่งที่ชวนให้ธุรกิจมันสำปะหลังไทยต้องครุ่นคิดและติดตามสถานการณ์ในตลาดจีน คือ “เรา…จะรักษาฐานที่มั่นในตลาดจีนไว้ได้นานแค่ไหน” (defending market share) เมื่อ ‘พระรอง’ อย่างเวียดนามและกัมพูชาอยากจะขยับชั้นมาเป็น ‘พระเอก’ ในตลาดจีน สถานการณ์ที่เพื่อนบ้านเดินเกมรุก ชิงส่วนแบ่งในตลาดจีน “จะทำอย่างไร… เมื่อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของผู้ท้าชิงกำลังตีตื้นทั้งในเรื่องคุณสมบัติและราคาที่ใกล้เคียงหรืออาจจะถูกกว่าผู้นำตลาดอย่างเรา

อย่างเมื่อปีที่แล้ว กัมพูชาได้ชูธงนโยบายมันสำปะหลังแห่งชาติฉบับใหม่เพื่อกระตุ้นการผลิตและส่งออก โดยตั้งเป้าขยายการส่งออกไปตลาดจีนเพิ่มขึ้นด้วย และกรณีกลุ่มบริษัท Guangxi Rural Investment Group (广西农村投资集团) กับบริษัทเกษตรของกัมพูชา เพิ่งปิดดีลสั่งซื้อมันสำปะหลังเส้นของกัมพูชา ปี 2565 ที่จำนวน 4 แสนตัน คิดเป็นมูลค่าเกือบ 700 ล้านหยวน ซึ่งเป็นดีลใหญ่ที่เกิดขึ้นในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางการค้าภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP ผ่านระบบออนไลน์ ระหว่างกรมพาณิชย์กว่างซีกับสำนักงานส่งเสริมการค้า กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา

แถม “จีนเองก็คิดจะเป็น ‘ผู้เล่น’ ในตลาดมันสำปะหลังด้วย” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้อุตสาหกรรมของตนมากยิ่งขึ้น อันที่จริงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว State Farm ผู้เล่นยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรของกว่างซี(จีน) ได้เริ่มเข้าไปลงทุนโปรเจกต์มันสำปะหลังและแป้งสตาร์ชในเวียดนาม ยังมีบริษัทจีนรายใหญ่รายน้อยที่เข้าไปทำ contract farming และส่งนักวิจัยออกไปร่วมปรับปรุงพันธุ์และพัฒนาเทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังในเวียดนาม สปป.ลาว และอินโดนีเซียด้วย

นอกจากสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีนำเข้าจากกรอบ China-ASEAN FTA แล้ว ความได้เปรียบจากการเป็นประเทศเพื่อนบ้านระหว่างจีน(กว่างซีและยูนนาน)กับเวียดนาม ทำให้ช่องทาง ‘การค้าชายแดน’ เป็นอีกความท้าทายของการส่งออกสินค้ามันสำปะหลังไทยเพราะอัตราภาษีการค้าชายแดน (ที่ต่ำกว่าภาษี VAT) หอมหวนดึงดูดใจสำหรับผู้นำเข้าจีนไม่น้อย อย่างในจุดผ่อนปรนตลาดการค้าชายแดนในอำเภอระดับเมืองตงซิง (ตรงข้ามกับจังหวัด Quang ninh เวียดนาม โดยมีแม่น้ำเป่ยหลุนเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติ) ในช่วงสถานการณ์ปกติก่อนเกิดโควิด-19 แต่ละวันจะเห็นการลำเลียงแป้งสตาร์ชเป็นกระสอบ ๆ ด้วยเรือหางยาวข้ามฝากและรถบรรทุกข้ามสะพานทุ่นลอยจากฝั่งเวียดนามมาขึ้นที่เมืองตงซิงเป็นจำนวนมาก

อย่างที่ทราบกันดีว่า…มันสําปะหลังเป็นสินค้าเกษตรที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองสูงมาก การดำเนินนโยบาย “Go Green” ของรัฐบาลจีน เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทย ในปี 2563 ท่าเรือในจีนเริ่มกวดขันเรื่องรูปแบบการขนส่งมันสำปะหลังมากขึ้น (อาจใช้ไม้แข็งในอนาคต) โดยแนะให้ผู้ค้าเปลี่ยนมาใช้ตู้คอนเทนเนอร์แทนการขนส่งแบบสินค้าเทกอง (bulk) ซึ่งการขนส่งดังกล่าวจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การที่หัวมันดิบและมันเส้นของไทยมักพบปัญหาการปะปนของดินหินและฝุ่นละอองจำนวนมาก จีนเคยประกาศห้ามการนำเข้ามันเส้นจากไทยมาแล้ว ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมดังกล่าวทำให้ผู้นำเข้าจีนบางส่วนหันไปนำเข้ามันเส้นสับมือจากกัมพูชาและเวียดนามซึ่งมีฝุ่นละอองน้อย และมีมาตรการทำความสะอาดที่ดีกว่า

ดังนั้นเกษตรกรไทยควรเร่งหาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และลดฝุ่นละออง รวมทั้งการสร้างสรรค์นวัตกรรมการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์มันสําปะหลังแปรรูปให้มีความหลากหลายในการผลิตเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และเครื่องสำอาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสของสินค้าในตลาดจีนมากขึ้น และช่วยลดแรงปะทะจากการแข่งขันด้านราคาและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดส่งออกมันสําปะหลังและแป้งสตาร์ชของไทย

นอกจากนี้ นักลงทุนไทยสามารถมองหาลู่ทางพัฒนาความร่วมมือด้านการผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังกับนักลงทุนจีนในประเทศไทยเพื่อป้อนตลาดจีน หรือนักลงทุนไทยเลือกขยายฐานการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรและแรงงานถูกเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในการส่งออกสินค้าไปจีนก็ได้เช่นกัน

บทความโดย นายกฤษณะ สุกันตพงศ์
ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน (BIC)
สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง