Krungthai COMPASS ชี้ ส่งออกสินค้าเกษตร-อุตฯเกษตร ไตรมาส 4 ปี65 หดตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี คาดส่งออกปี 66 ยังคงขยายตัวได้ แต่เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

Krungthai COMPASS นำเสนอบทวิเคราะห์เรื่อง “ส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร Q4/2565 หดตัวครั้งแรกในรอบ 2 ปี คาดส่งออกในปี 2566 ยังคงขยายตัวได้ แต่เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว” โดยมีรายละเอียดดังนี้

IMG 64506 20230203100254000000

การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 4 ปี 2565 หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี

ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในไตรมาส 4 ปี 2565 หดตัวที่ 5.7% เทียบกับไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 7.1% การส่งออกหดตัวในทุกตลาดสำคัญ โดยตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดคิดเป็น 29% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมดหดตัว 5.7% เนื่องจากมาตรการ Zero-COVID ของจีนที่เข้มงวด ส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคในจีนชะลอตัวลง เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็น 11% ของมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรทั้งหมดหดตัวถึง 19.3% เนื่องจากความกังวลในเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะชะลอลง

%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
ส่งออกยางพาราไทยหดตัวแรง

โดยหมวดสินค้าเกษตรหดตัวติดต่อกัน 2 ไตรมาส (ไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2565) โดยไตรมาสที่ 4 หดตัว 7.0% ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าสำคัญที่หดตัวแรง ได้แก่ ยางพารา หดตัวถึง 36.9% ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ขยายตัวได้ ได้แก่ มันสำปะหลัง ไก่ และผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง

ด้านหมวดสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรมีการหดตัวเป็นครั้งแรกตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2564 อยู่ที่ 4.0% ทั้งนี้ กลุ่มสินค้าสำคัญที่หดตัว ได้แก่ น้ำตาลทราย สิ่งปรุงรสอาหาร อาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ขยายตัวได้ ได้แก่ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป แต่ก็เป็นอัตราการขยายตัวที่ชะลอลงชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

สถานการณ์การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในกลุ่มสินค้าสำคัญ

การส่งออกข้าวไตรมาส 4 พลิกกลับมาหดตัวเล็กน้อย
 

มูลค่าการส่งออกข้าวไตรมาสที่ 4 ปี 2565 หดตัวที่ 2.2% โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีมูลค่าการส่งออกหดตัว 13.8% จากปริมาณการส่งออกที่หดตัวถึง 24.5% เนื่องจากคู่ค้ามีการเร่งนำเข้าไปตั้งแต่ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565จากความกังวลในสถานการณ์ความขัดแย้งของรัสเซียและยูเครน แต่โดยรวมทั้งปีมูลค่าและปริมาณการส่งออกข้าวหอมมะลิยังขยายตัว 7.8% และ 8.7% ตามลำดับ ส่วนมูลค่าการส่งออกข้าวขาวในไตรมาส 4 ยังคงขยายตัว 6.2% จากปัจจัยด้านปริมาณที่ขยายตัว 6.3% เนื่องจากราคาส่งออกข้าวขาวที่ยังอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดียได้มากขึ้น อีกทั้งมีการนำเข้าเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศกลุ่มตะวันออกกลางและจีน จากความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร หลังจากในช่วงที่ผ่านมาเกิดภัยธรรมชาติขึ้นในหลายประเทศและส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดิอาระเบีย ทำให้ไทยสามารถขยายตลาดสู่ตลาดตะวันออกกลางได้มากขึ้นโดยเฉพาะตลาดอิรัก

มูลค่าส่งออกยางพาราไตรมาส 4 หดตัวแรง
 

มูลค่าส่งออกยางแผ่นและยางแท่งไตรมาสที่ 4 ปี 2565 หดตัว 35.2% ซึ่งเป็นผลจากราคาส่งออกที่ลดลง 14.2% ตามทิศทางราคาน้ำมันตลาดโลก จากความกังวลในเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว รวมทั้งปริมาณส่งออกที่ลดลง 24.4% เพราะปริมาณส่งออกไปตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดหลักคิดเป็น 26.6% ของการส่งออกยางแผ่นยางแท่งทั้งหมดของไทย ลดลงถึง 44.6% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด COVID-19 ในจีน

ส่วนมูลค่าส่งออกน้ำยางข้นหดตัว 39.3%  จากราคาส่งออกที่ลดลง 16.1% ตามราคาน้ำมันตลาดโลก ส่วนปริมาณส่งออกหดตัว 27.6% เนื่องจากตลาดมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักอันดับ 1 และเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางรายใหญ่ของโลกมีปริมาณส่งออกลดลง 40.9% จากความต้องการใช้น้ำยางข้นเพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตถุงมือยางเพื่อส่งออกที่ลดลง หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ในหลายประเทศคลี่คลาย

มูลค่าส่งออกมันสำปะหลังไตรมาส 4 พลิกกลับมาขยายตัวได้
 
มูลค่าส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั้งหมดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 อยู่ที่ 997 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัว 1.4% จากที่หดตัว 4.7% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมูลค่าส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ด อยู่ที่ 294 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 10,691 ล้านบาท) หดตัว 2.2% ส่วนมูลค่าส่งออกแป้งมันสำปะหลังอยู่ที่ 678 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 25,019 ล้านบาท)ขยายตัว 1.5% แต่เมื่อพิจารณาในแง่ปริมาณส่งออกทั้งมันเส้นและมันอัดเม็ดรวมทั้งแป้งมันสำปะหลังหดตัว 5.7% และ 2.4% ตามลำดับ เป็นผลจากฐานที่สูงในช่วงไตรมาส 4 ของปีก่อน อีกทั้งจีนเร่งนำเข้าตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2565 เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ภาพรวมมูลค่าส่งออกในปี 2565 ทั้งมันเส้นและมันอัดเม็ด รวมทั้งแป้งมันสำปะหลังยังขยายตัวได้ต่อเนื่องจากปี 2564 โดยมันเส้นและมันอัดเม็ดขยายตัว 14.7% ส่วนแป้งมันสำปะหลังขยายตัว 9.4%

คาดว่าปี 2566-2567 ปริมาณส่งออกมันเส้นและมันอัดเม็ดของไทยจะยังขยายตัวได้ เนื่องจากสต็อกข้าวโพดของจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนมันเส้นและมันอัดเม็ดในการผลิตอาหารสัตว์และแอลกอฮอล์ยังมีทิศทางลดลง โดยคาดว่าในปี 2566-2567 สต็อกข้าวโพดจีนจะอยู่ที่ 206 ล้านตัน และ 201 ล้านตัน ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าหรือใกล้เคียงค่าเฉลี่ยสต็อกข้าวโพดจีน 7 ปีย้อนหลังซึ่งอยู่ที่ 207 ล้านตัน ทำให้ในปี 2566-2567 ค่าเฉลี่ยส่วนต่างราคาข้าวโพดในจีนเทียบกับราคาส่งออกมันเส้นจะยังอยู่ในระดับสูงที่ 140-200 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน ใกล้เคียงกับปี 2565 ซึ่งเป็นปีที่ปริมาณส่งออกอยู่ในระดับที่ดี

การส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งในไตรมาส 4 พลิกกลับมาขยายตัว หลังการยกเลิกมาตรการ Zero-COVID

มูลค่าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งในไตรมาส 4 ของปี 2565 พลิกกลับมาขยายตัวที่ 3.1% จากที่หดตัวถึง 40.1% ในไตรมาสก่อนหน้า นำโดยการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดหลักที่ขยายตัว 10.2% จากความต้องการนำเข้าผลไม้ในจีนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะทุเรียน ภายหลังทางการจีนยกเลิกมาตรการตรวจสอบสินค้าและป้องกันเชื้อ COVID-19 ตามด่านนำเข้าสินค้าต่าง ๆ ทำให้ระยะเวลาในการขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ดี ในระยะข้างหน้าการส่งออกผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแห้งของไทยไปจีนยังเผชิญกับความไม่แน่นอนหลังทางการจีนยกเลิกมาตรการ Zero-COVID ซึ่งอาจส่งผลให้การระบาดของ COVID-19 ในจีนรุนแรงมากขึ้นจนนำไปสู่การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าและจำกัดจำนวนรถขนส่งนำเข้าอีกครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการยังคงต้องให้ความสำคัญกับความสะอาดปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่ประเทศคู่ค้ากำหนด

การส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปไตรมาส 4 ขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการในตลาดส่งออกหลักที่เพิ่มขึ้น

ภาพรวมมูลค่าการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูปในไตรมาส 4 ของปี 65 ขยายตัว 18.7% โดยเฉพาะไก่แปรรูปขยายตัว 13.0% จากตลาดส่งออกหลักอย่างญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปที่เพิ่มขึ้น 2.0% และ 38.0% ตามลำดับ เนื่องจากการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมีทิศทางฟื้นตัวจากการทยอยเปิดประเทศ ประกอบกับได้อานิสงส์จากสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อการผลิตและส่งออกไก่จากยูเครนเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป เช่นเดียวกับการส่งออกไก่แปรรูปของไทยไปญี่ปุ่นที่มีทิศทางฟื้นตัวขึ้น ประกอบกับการระบาดของไข้หวัดนกในญี่ปุ่นจะช่วยหนุนการนำเข้าไก่เนื้อของไทยเพิ่มขึ้น

ส่วนการส่งออกไก่สดแช่เย็นแช่แข็งขยายตัว 33.0% จากตลาดส่งออกไปจีนที่โต 27.4% โดยได้รับอานิสงส์จากการระบาดของโรคไข้หวัดนกในจีน อีกทั้งยังได้รับผลดีจากการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในจีนและเวียดนาม ทำให้มีการนำเข้าไก่เนื้อเพื่อทดแทนสุกรมากขึ้น ประกอบกับความต้องการนำเข้าไก่ของจีนจะค่อย ๆ ฟื้นตัว จากการผ่อนคลายความเข้มงวดของมาตรการ ทำให้ธุรกิจร้านอาหารกลับมาเปิดได้ตามปกติ

ทิศทางการส่งออกสินค้าเกษตรสำคัญในปี 2566-2567

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ในปี 2566-2567 ทิศทางการส่งออกสินค้าเกษตรจะยังขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอลง โดยปัจจัยท้าทายที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และต้นทุนดำเนินงานที่ยังอยู่ในระดับสูง


Krungthai COMPASS มองว่า แม้ภาพรวมการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในปี 2566 จะขยายตัวได้ แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ดังนี้

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จะส่งผลกระทบทำให้ภาพรวมการส่งออกสินค้าขยายตัวในอัตราชะลอลงจากปี 2565 อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการสินค้าเกษตรในการขยายตลาดรองที่มีศักยภาพ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่ยังมีกำลังซื้อจากราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง อาทิ การส่งออกข้าวไปยังตลาดอิรัก การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารสัตว์ไปยังตลาดซาอุดิอาระเบีย เป็นต้น

เศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด อาจทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคจีนยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่นัก กระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยซึ่งส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดจีนเป็นหลัก เช่น มันสำปะหลัง และยางพารา นอกจากนี้ แม้ว่าล่าสุดจะมีการยกเลิกนโยบายมาตรการ Zero-COVID แต่ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยยังคงต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและคุณภาพสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่คู่ค้ากำหนด ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนการบริหารจัดการที่เพิ่มขึ้น

ต้นทุนดอกเบี้ยและต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น กดดันอัตรากำไรของผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะรายกลางและรายย่อย ที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนต่ำกว่ารายใหญ่ และเป็นกลุ่มที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากอยู่แล้ว

ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไทย โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ที่มีการแข่งขันด้านราคารุนแรงอยู่แล้ว

มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้า เช่น มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่จะประกาศใช้ในเดือนตุลาคมปี 2566 ซึ่งแม้ในระยะแรกจะมีอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ กระแสไฟฟ้า ปุ๋ย และอลูมิเนียม แต่ในอนาคตก็อาจขยายมาตรการให้ครอบคลุมสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหารได้ นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์หลายชนิดที่ทำให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งรวมถึงปาล์มน้ำมัน โคกระบือ ถั่วเหลือง กาแฟ โกโก้ ไม้ซุง และยางพารา และจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการประมาณเดือนมิถุนายน 2566 ทำให้ภาคเกษตรที่ถือเป็นภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงรองจากภาคพลังงานต้องเผชิญความท้าทายจากประเทศคู่ค้าอย่าง EU และสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการดำเนินธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้าน Sustainability