พาณิชย์ เคาะจ่ายส่วนต่างข้าว งวดที่ 8 ชดเชย 4 ชนิด “ข้าวเปลือกเจ้า” รับสูงสุด



นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว เปิดเผยว่า วันที่ 2 ธ.ค.2565 ได้อนุมัติราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงและการชดเชยส่วนต่างราคาตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2565/66 งวดที่ 8 ให้แก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และระบุวันเก็บเกี่ยวระหว่างวันที่ 26 พ.ย.-2 ธ.ค.2565 โดยมีการจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวจำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ข้าวเปลือกปทุมธานี และข้าวเปลือกเจ้า ส่วนข้าวเปลือกเหนียว ไม่ต้องจ่าย เพราะราคาสูงกว่าเป้าหมาย

6389d79fb45e1

สำหรับการชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันรายได้กับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง สำหรับงวดที่ 8 ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 14,193.06 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 806.94 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคา 13,433.45 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 566.55 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี ราคา 10,630.36 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 369.64 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ราคา 9,469.04 บาทต่อตัน ชดเชยตันละ 530.96 บาท ส่วนข้าวเปลือกเหนียว ราคา 12,112.38 บาทต่อตัน ไม่ต้องชดเชย


โดยเกษตรกรจะได้รับเงินส่วนต่างสำหรับงวดที่ 8 สูงสุด ดังนี้ ข้าวเปลือกหอมมะลิ 11,297.16 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 9,064.80 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 9,241 บาท และข้าวเปลือกเจ้า 15,928.80 บาท 
         

ทั้งนี้ การจ่ายเงินส่วนต่างในโครงการประกันรายได้ในปีที่ 4 ยังคงหลักการเช่นเดิม โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะโอนเงินเข้าไปยังบัญชีของเกษตรกรภายใน 3 วันทำการหลังจากที่ได้มีการประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงเช่นเดียวกับปีที่ 1 ปีที่ 2 และปีที่ 3
        

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีที่ 4 ได้ประกันราคาข้าวเปลือก 5 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ตันละ 10,000 บาท ไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000 บาท ไม่เกิน 25 ตัน ข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000 บาท ไม่เกิน 16 ตัน

วันเดียวกันนี้ น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี มติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2565 และมติคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2565 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส.ดำเนินมาตรการช่วยเหลือผ่านโครงการสนับสนุน ค่าบริหารจัดการ และ พัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 ซึ่งจะจ่ายตรงให้กับเกษตรกร ที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปีการผลิต 2565/66 ในอัตราไร่ละ 1,000 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือ 20,000 บาท โดยโอนเงินรอบแรกไปแล้ว เมื่อช่วงวันที่ 24-28 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา จำนวนกว่า 50,615 ล้านบาท มีผู้ได้รับประโยชน์จำนวนกว่า 4.29 ล้านรายนั้น

วันนี้ ( 2 ธ.ค.65 )จะมีการโอนเงินจากนโยบายช่วยเหลือชาวนาจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ผ่านทาง ธ.ก.ส. รอบที่ 2 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั่วประเทศอีก จำนวน 204,471 ราย เป็นจำนวนเงินกว่า 1,780 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นกำลังใจและเป็นทุนให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในการพัฒนาคุณภาพผลผลิต เพื่อให้มีโอกาสขายข้าวในราคาที่สูงขึ้น เพื่อยกระดับรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว และก้าวสู่เกษตรมูลค่าสูงภายใต้การพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG สอดคล้องกับเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งนอกจากโครงการสนับสนุน ค่าบริหารจัดการ และ พัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 แล้ว ยังมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2565/66 โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2565/66 และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2565/66 ด้วย