กรมวิชาการเกษตรผนึกตำรวจ ทลายโกดังผลิตปุ๋ยและสารเคมีปลอมเมืองโคราช อายัดของกลางกว่า 10 ล้านบาท 

กรมวิชาการเกษตร สนธิกำลังตำรวจจับกุมเอกชนลักลอบผลิตพาราควอตและปุ๋ย-สารเคมีปลอม มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท จ.นครราชสีมา ระบุโทษหนักจำคุกไม่เกิน 10 ปีปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ พบติดฉลากอ้างชื่อเอกชนรายใหญ่หลายบริษัท เตรียมขยายผล

นาย ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์   อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ตามนโยบายนางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายให้พลิกโฉมบทบาทการทำหน้าที่ของสารวัตรเกษตรให้เป็นเพื่อนคู่คิดและสร้างอาสาสมัครสารวัตรเกษตรเพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรในเรื่องของการตรวจสอบสารเคมีเกษตรว่ามีการนำเข้าและผลิตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งกรมได้มีการขับเคลื่อนต่อเนื่องและล่าสุดเมื่อวันที่ 30-31 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา 

กรมได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค เข้าตรวจยึดอายัดสารพาราควอต ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4  เป็นความผิดตามพรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2553 ที่ห้ามผลิตและจำหน่ายในประเทศ และตรวจยึดอายัดวัตถุอันตรายชนิดที่ 3(ไกลโฟเซตและกลูโฟซิเนต-แอมโมเนีย)ปลอม และวัตถุอันตรายที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน  และปุ๋ยเคมี  ที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ตามการแจ้งเบาะแสของผู้หวังดีผ่านทางตำรวจ

 โดยผลการจับกุมครั้งนี้มี มูลค่าของกลางกว่า 10 ล้านบาท มีโทษจำคุก ไม่เกิน 10 ปีปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ   ทั้งนี้ได้กำชับให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและให้มีการขยายผลด้วยว่าพัวพันกับเอกชนตามที่ติดฉลากสินค้าหรือไม่ หรือเป็นการแอบอ้างฉลากทำให้ประชาชนเข้าใจผิด     ฝากเตือนประชาชนหากพบสารว่ามีสารพาราควอตวางจำหน่าย ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายสามารถแจ้งเบาะแสมาที่กรมวิชาการได้ตลอดเวลา

นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการ  เปิดเผยว่า สารวัตรเกษตรศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรโนนสูงและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 4 อุบลราชธานี  กรมวิชาการเกษตร ได้เข้าร่วมการจับกุมพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบโกดังเลขที่ 79 หมู่ 10  ถ.เลียบคลอง ต.กระชอน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา   เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2565  จากการตรวจสอบพบว่า โกดังโรงสีเก่า มีนายไพรัตน์ ไม่ทราบนามสกุล และนายไพโรจน์ ไม่ทราบนามสกุล เป็นเจ้าของ  และโกดังเป็นสถานที่ที่ไม่มีใบอนุญาตในการผลิตวัตถุอันตราย ไม่มีใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตราย และใบอนุญาตผลิต ขาย ปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าแต่อย่างใด  และต่อมาเข้าตรวจจับกุมนายณัฐวุฒิ  บุญสมภพ ซึ่งขับขี่รถยนต์บรรทุกสินค้าออกมาจากโกดังดังกล่าว จึงได้มีการยึดอายัดไว้ทั้งหมด ตามพรบ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535  และ พรบ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 และฉบับแก้ไข ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550  

ทั้งนี้ผลตรวจสอบของกลางพบว่าเป็น พาราควอต ไดคลอไรด์  ซึ่งห้ามผลิต จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง  สารไกลโฟเซตที่ต้องแจ้งขออนุญาต ปุ๋ยและสารเคมีการเกษตรปลอมหลายรายการ โดยทั้งหมดจะมีการติดฉลากยี่ห้อสินค้าของเอกชนผู้ผลิตรายใหญ่ที่เป็นที่นิยมของเกษตรกรหลายบริษัท ทั้งนี้ยังมีสารเคมีที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมอีกหลายรายการ 

“สำหรับสารพาราควอต น่าจะเป็นสารที่มีการซุกซ่อนไว้ไม่นำมาแจ้งหรือส่งคืนให้กรมวิชาการเกษตรนำไปทำลายตามกฎหมาย  เพราะกรมได้ห้ามนำเข้าและไม่มีการอนุญาตมา 2 ปีแล้ว รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีการติดฉลากที่ผลิตภัณฑ์ว่าจะหมดอายุในปี 2566 น่าจะเข้าข่ายหลอกลวงเพราะกรมไม่มีการออกใบอนุญาตมา 2 ปีแล้วเช่นกัน” นายภัสชญภณกล่าว

สำหรับการลักลอบผลิตวัตถุอันตราย ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายของกรมวิชาการเกษตร มีบทกำหนดโทษ ดังนี้

1.ผู้ใดผลิต หรือมีไว้ในความครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน10 ปีหรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 43,74 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

2.ผู้ใดผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ปลอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีหรือปรับไม่เกิน 700,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ  ตามมาตรา 45(1),75 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

3.ผู้ใดผลิตหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 23,73 พ.ร.บ.วัตถุอันตรายพ.ศ.2535

4.ผู้ใดผลิตวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่มีใบสำคัญการขึ้นทะเบียนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 300,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 45(4),78 พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535

สำหรับพ.ร.บ. ปุ๋ย พ.ศ.2518 และฉบับแก้ไข ฉบับที่ 2 พ.ศ.2550

1.ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม มาตรา 12 วรรคหนึ่ง  มาตรา 57 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ผลิตเพื่อการค้า ปุ๋ยที่ต้องขึ้นทะเบียน แต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้

ตาม 30 (5) มาตรา 71 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้
    รายละเอียดคุกกี้

บันทึกการตั้งค่า